การอ่านและแปลความหมายในแผนที่ภูมิประเทศ
แม้ว่าในปัจจุบันแผนที่จะถูกนำมาจัดเก็บและใช้งานผ่านระบบคอมพิวเตอร์แล้ว สำหรับการเดินทาง การสำรวจในบางพื้นที่หรือบางข้อจำกัดในการศึกษาทางพื้นที่ แผนที่กระดาษก็มีความจำเป็น โดยเฉพาะแผนที่ในคอมพิวเตอร์ที่นำข้อมูลจากแผนที่กระดาษมาจัดเก็บเข้าสู่ระบบแล้ว ข้อจำกัดและความคลาดเคลื่อนในการใช้งานย่อมมีอยู่เสมอ แม้เครื่องมือที่ใช้จะทันสมัยก็ตาม ผู้ใช้จำเป็นต้องเข้าใจข้อจำกัดนั้นๆ ด้วย เครื่อง GPS บางรุ่นเมื่อต้องวัดค่าตำแหน่งหรือความสูง ความคลาดเคลื่อนบางครั้งไม่สามารถนำมาใช้งานได้เลย เช่น เมื่อเดินทางเข้าไปในป่า การสำรวจทางน้ำหรือค่าความสูงเหนือระดับน้ำทะเล บางครั้งอาจจะคลาดเคลื่อนได้เป็นระยะถึง 100 เมตร เป็นต้น
โดยแผนที่มีข้อดีที่เหมาะจะมาใช้ประกอบการเดินป่า คือ ราคาไม่สูง สามารถใช้ได้ในสภาพอากาศที่มีเมฆทึบ และไม่จำเป็นต้องชาร์จแบตเตอรี่ ดังนั้นในหลักสูตรขั้นกลางจึงนำความรู้ในการใช้งานแผนที่ประกอบกับเข็มทิศมาถ่ายทอดให้นักเดินป่า ทั้งนี้สิ่งที่พึงระวังคือการเก็บรักษาแผนที่ ต้องเก็บให้ปลอดภัยจากความชื้น น้ำ ดิน โคลน สัตว์ โดยเฉพาะมด และปลวก ซึ่งวิธีจัดเก็บที่ง่ายที่สุดคือพับเก็บไว้ในซองพลาสติก
ในการอ่านและแปลความหมายในแผนที่ภูมิประเทศ 1:50,000 ตอน 1 จะกล่าวถึงการอ่านค่าพิกัดจากเส้นกริดระบบพิกัด UTM จากภาพจะเป็นส่วนหนึ่งของแผนที่ภูมิประเทศมาตราส่วน 1:50,000 จะสังเกตได้ว่ามุมล่างซ้ายจะมีตัวเลขกำกับไว้ 2 ค่า คือ ค่าละติจูด และค่าลองจิจูด ซึ่งจะมีหน่วยวัดเป็นองศา ลิปดา พิลิปดา
โดยค่าดังกล่าวจะเป็นค่าของมุมล่างซ้ายของแผนที่ระวางนั้น ๆ สำหรับค่าพิกัด UTM ซึ่งมีหน่วยวัดเป็นเมตรนั้น ค่าที่ปรากฏจะกำกับเส้นกริดแนวตั้งและแนวนอน จากภาพจะพบว่า
เส้นกริดแนวตั้ง
- เส้นกริดแนวตั้งเส้นแรกจะมีค่ากำกับคือ 553000 m.E.
- เส้นกริดแนวตั้งเส้นที่ 2 จะมีค่ากำกับคือ 54 ซึ่งมีค่าจริง คือ 554000 m.E. (ใช้หลักที่ 2 และ 3 มากำกับที่เส้น)
- เส้นกริดแนวตั้งเส้นที่ 3 จะมีค่ากำกับคือ 55 ซึ่งมีค่าจริง คือ 555000 m.E. (ใช้หลักที่ 2 และ 3 มากำกับที่เส้นเช่นกัน)
- เส้นกริดแนวตั้งเส้นที่ 4, 5, 6, … ก็จะมีลักษณะเดียวกันจะสังเกตได้ว่าเส้นกริดแนวตั้งแต่ละเส้นจะห่างกัน 1000 m. (เกิดจากคำนวณระยะห่างจากค่าของเส้นกริด เช่น ระยะห่างของเส้นกริดแนวตั้งเส้นที่ 3 กับเส้นกริดแนวตั้งเส้นที่ 2 คือ 555000 m.E. – 554000 m.E. = 1000 m. หากแบ่งระยะระหว่างเส้นกริดออกเป็น 10 ส่วนเท่า ๆ กัน แต่ละส่วนก็จะมีระยะเท่ากับ 100 m.)
เส้นกริดแนวนอน
- เส้นกริดแนวนอนเส้นแรกจะมีค่ากำกับคือ 2129000 m.N.
- เส้นกริดแนวนอนเส้นที่ 2 จะมีค่ากำกับคือ 2130 ซึ่งมีค่าจริง คือ 2130000 m.N. (ใช้หลักที่ 1, 2, 3 และ 4 มากำกับที่เส้น)
- เส้นกริดแนวนอนเส้นที่ 3 จะมีค่ากำกับคือ 31 ซึ่งมีค่าจริง คือ 2131000 m.N. (ใช้หลักที่ 3 และ 4 มากำกับที่เส้น)
- เส้นกริดแนวนอนเส้นที่ 4 จะมีค่ากำกับคือ 32 ซึ่งมีค่าจริง คือ 2132000 m.N. (ใช้หลักที่ 3 และ 4 มากำกับที่เส้นเช่นกัน)
- เส้นกริดแนวนอนเส้นที่ 5, 6, 7, … ก็จะมีลักษณะเดียวกับเส้นกริดแนวนอนเส้นที่ 3 และ 4
การอ่านค่าพิกัด
- เมื่ออ่านค่าพิกัดของเส้นกริดเส้นแรกที่แนวตั้งและแนวนอน จะอ่านได้ คือ x = 553000
และค่า y = 2129000 หรือ (x,y) = (553000,2129000) - หากจะอ่านละเอียดขึ้นเราสามารถแบ่งระยะระหว่างเส้นกริดออกเป็น 10 ส่วนเท่า ๆ กัน
แต่ละส่วนก็จะมีระยะเท่ากับ 100 m. ได้ตามที่กล่าวมาแล้ว - จากภาพเมื่อแบ่งระยะระหว่างเส้นกริดออกเป็น 10 ส่วนเท่า ๆ กัน เราสามารถอ่านตำแหน่งพิกัดโรงเรียนบ้านหม้อตามระบบพิกัด UTM ได้ คือ (554100,2131100)
เราจะสังเกตได้ว่า หากใช้ Mobile หรือเครื่อง GPS แบบมือถือ หรือแผนที่ในระบบของ Google Map ฯลฯ แล้วอ่านค่าพิกัด UTM จะปรากฏค่าพิกัดในลักษณะข้างต้น อย่างไรก็ตาม ค่าพิกัดดังกล่าวจะมีความคลาดเคลื่อนแฝงอยู่ ในบางครั้งอาจจะคลาดเคลื่อนถึง 100-1000 เมตร
ดังนั้นเมื่ออ่านค่าจากโปรแกรม GIS ผู้ใช้ต้องเข้าใจหรือรับรู้ที่มาของชั้นข้อมูลแผนที่นั้น ๆ ว่ามีความถูกต้องแม่นยำของข้อมูลอย่างไร จะนำไปใช้กับงานอะไร ยอมรับได้หรือไม่ เช่น การวัดตำแหน่งที่ตั้งหมู่บ้าน การอ่านค่าพิกัดที่กลางหมู่บ้าน หรือท้ายหมู่บ้าน ค่าพิกัดที่ได้จะไม่เท่ากัน แต่ข้อเท็จจริงก็คือ ผู้ใช้ข้อมูลสามารถเข้าไปสู่หมู่บ้านนั้น ๆ ได้โดยไม่ผิดพลาด หากต้องการความแม่นยำที่มากขึ้นแล้ว นอกจากจำเป็นต้องใช้แผนที่ที่มีความละเอียดในมาตราส่วนใหญ่ขึ้น หรือต้องใช้เครื่อง GPS ที่มีความละเอียดสูงหรือต้องนำค่าไปเทียบกับค่า Base Station แล้ว การกำหนดมาตรฐานการวัดค่าพิกัดก็มีความจำเป็น เช่น การวัดค่าพิกัดโรงเรียน ที่ว่าการอำเภอ หรือสถานที่ราชการอื่น ๆ ให้วัดค่าพิกัดที่ตำแหน่งเสาธง เป็นต้น
การเรียนรู้เนื้อหาเรื่องแผนที่ และเข็มทิศจะทำให้เราสนุกกับการเดินป่ามากขึ้น ช่วยเพิ่มความเข้าใจในลักษณะภูมิประเทศ วางแผนเส้นทางการเดิน หาแหล่งน้ำ หาจุดพักแรม-จุดเป้าหมาย และที่สำคัญมีประโยชน์เมื่อเราหลงป่า โดยเราจะได้ฝึกการใช้แผนที่และเข็มทิศอย่างเข้มข้นกันในการเดินป่าของหลักสูตรขั้นกลาง



