เข็มทิศ
เครื่องมือสำหรับใช้หาทิศทาง มีเข็มแม่เหล็กที่แกว่งไกวได้อิสระในแนวนอนทอดตัวในแนวเหนือ-ใต้ ตามแรงดึงดูดของแม่เหล็กโลก และที่หน้าปัดมีส่วนแบ่งสำหรับหาทิศทางโดยรอบ เข็มทิศจึงมีปลายชี้ไปทางทิศเหนือเสมอ (อักษร N หรือ น) เมื่อทราบทิศเหนือแล้วก็ย่อมหาทิศอื่นได้โดยหันหน้าไปทางทิศเหนือ ด้านขวามือเป็นทิศตะวันออก ด้านซ้ายมือเป็นทิศตะวันตก ด้านหลังเป็นทิศใต้ การบอกทิศทางในแผนที่โดยทั่วไป คือการบอกเป็นทิศที่สำคัญ 4 ทิศ คือทิศเหนือ ทิศใต้ ทิศตะวันออก และทิศตะวันตก หรืออาจจะบอกละเอียดเป็น 8,16 หรือ 32 ทิศก็ได้
ประเภทของเข็มทิศแม่เหล็ก (Magnetic Compass) ที่ใช้ในการเดินป่า
- เข็มทิศแผ่นราบ (Baseplate Compass) ออกแบบมาเพื่อใช้ร่วมกับแผนที่ ใช้งานง่าย แม่นยำ และเป็นต้นแบบของเข็มทิศเดินป่าสมัยใหม่

- เข็มทิศทหาร (Lensatic Compass) ออกแบบให้มีช่องเล็ง เพื่อใช้วัดมุมทิศทางอย่างแม่นยำ

- เข็มทิศลูกลอย (Liquid-filled Compass) ภายในมีของเหลวช่วยให้เข็มนิ่ง ไม่สั่น ขนาดเล็กพกพาง่าย แต่ไม่เหมาะใช้งานร่วมกับแผนที่ในการเดินป่า

ทิศทาง (Direction)
แนวทางเส้นตรงที่ต้องการพิจารณาแนวใดแนวหนึ่งบนแผนที่ หรือในภูมิประเทศทิศทางแสดงด้วยมุมภาคทิศเหนือ
มุมภาคทิศเหนือ
มุมทางระดับวัดเวียนตามเข็มนาฬิกาจากเส้นหลักทิศเหนือไปยังแนวพิจารณา
ทิศทางหลักและการกำหนดมุมภาคทิศ
ทิศทางที่ใช้เป็นแนวเริ่มต้นในการวัด หรือแนวศูนย์ที่ปรากฏในแผนที่มี 3 ชนิด
- ทิศเหนือจริง: แนวหนึ่งที่เกิดจากตำแหน่งหนึ่งบนพื้นผิวโลกไปยังขั้วโลกเหนือ เส้นลองติจูด คือ แนวทิศเหนือจริง *โดยทั่วไปจะไม่ใช้ทิศเหนือจริงในการอ่านแผนที่
- ทิศเหนือกริด: ทิศเหนือซึ่งเกิดขึ้นจากเส้นดิ่งของเส้นตารางบนแผนที่หรือแนวเส้นกริดใต้-เหนือบนแผนที่ *ใช้ประโยชน์ในการหาค่าพิกัดบนแผนที่และมุมของทิศ
- ทิศเหนือแม่เหล็ก: ทิศทางไปยังขั้วเหนือแม่เหล็กโลก หรือแนวตามปลายลูกศรที่แสดงทิศเหนือของเข็มทิศปกติ เข็มทิศจะชี้ไปทางขั้วเหนือของแม่เหล็กโลกเสมอ *ทิศเหนือแม่เหล็ก ใช้ประโยชน์ในการหาทิศทางเมื่ออยู่ในภูมิประเทศจริง
มุมภาคทิศเหนือกลับ
มุมภาคทิศเหนือที่วัดตรงกันข้ามกับมุมภาคทิศเหนือของแนวใดแนวหนึ่งจะมีความแตกต่างกัน 180 องศาเสมอ
มุมที่ใช้กับเข็มทิศ
1. มุมอะซิมุท (Azimuth) เป็นวิธีการที่คิดขึ้นมาเพื่อใช้ในการบอกทิศทาง คือวัดขนาดของมุมทางราบที่วัดจากแนวทิศเหนือหลักเวียนตามเข็มนาฬิกามาบรรจบกับแนวเป้าหมายที่ต้องการมุมทิศอะซิมุทนี้จะมีค่าตั้งแต่ 0-360 องศา และเมื่อวัดมุมจากเส้นฐานทิศเหนือหลักชนิดใดก็เรียกทิศเหนือตามหลักนั้น
การอ่านมุมอะซิมุท

โดยสรุปมุมอะซิมุท คือ มุมที่วัดตามเข็มนาฬิกาจากทิศเหนือไปจนถึงเส้นที่ลากจากผู้สังเกตไปยังเป้าหมาย มีประโยชน์ในงานแผนที่และทหาร
2. มุมแบริง (bearing) คือการบอกทิศทางเป็นค่าของมุมในแนวราบ ซึ่งวัดจากแนวทิศเหนือหลักไปยังแนวเป้าหมายในทิศทางตะวันออกหรือตะวันตก หรือวัดจากแนวทิศใต้หลักไปแนวเป้าหมายทิศตะวันออกหรือตะวันตก ดังนั้นขนาดของมุมแบริงจะมีค่าไม่เกิน 90 องศา โดยส่วนใหญ่จะใช้ประโยชน์ในงานเดินเรือและรังวัด

เข็มทิศแบบซิลวา หรือเข็มทิศชนิดแผ่นราบ (Baseplate Compass)
การตั้งมุมหาทิศทาง
- วางเข็มทิศบนฝ่ามือ หรือสมุดปกแข็งในแนวราบขนานกับพื้น
- หมุนกรอบหน้าปัด (วงกลม) ให้เลข 300 ตรงกับลูกศรทิศทาง
- หมุนฐานเข็มทิศให้เข็มสีแดงชี้ตรงไปทางตัวอักษร N บนกรอบหน้าปัด (การหมุนฐานให้ท่านหมุนตัวตามไปด้วย)
- ดูลูกศรชี้ไปทิศทางใด ให้เดินไปตามทิศทางนั้น ขณะเดินอย่าให้เข็มหลุดออกนอกทิศทางจะทำให้เดินหลงทิศได้วิธีเดินไม่ให้หลงทิศให้เราสังเกตดูสิ่งของใหญ่ ๆ เช่น ก้อนหิน ต้นไม้ เสาไฟฟ้า เป็นจุดสังเกตแล้วเดินตามจุดหมายนั้น

การกำหนดทิศทางหามุมอาซิมุท (องศา)
- หันหน้า และเข็มทิศไปยังจุดหมายที่จะเดินไป ถือเข็มทิศให้อยู่ในแนวราบ โดยวางขนานกับพื้น
- หมุนวงแหวน (Bezel) บนหน้าปัดเข็มทิศไปจนกว่าอักษร N บนกรอบหน้าปัดอยู่ตรงปลายเข็มแม่เหล็กสีแดง หรือเข็มทิศที่มีกรอบลูกศร พยายามหมุนให้ลูกศรอยู่ในกรอบ
- ตัวเลขที่ตรงกับลูกศรชี้ทิศทาง คือค่ามุมที่เราต้องการทราบ — ค่านั้นคือ มุมอะซิมุท
กล่าวโดยสรุปขั้นตอนการวัดมุมอะซิมุทด้วยเข็มทิศ มีประโยชน์ในการกำหนดทิศทางการเดินทางจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่ง และในการอ่านแผนที่ร่วมกับเข็มทิศ เพื่อหาทิศทางเป้าหมายอย่างแม่นยำ
ข้อควรระวังในการใช้เข็มทิศ
จับเข็มทิศด้วยความระมัดระวัง แรงกระแทกอาจทำให้เสียหายเพราะบอบบางมาก อย่ากางเข็มทิศใกล้กัน และปิดฝาใส่ซองเมื่อไม่ใช้ ในการใช้ไม่ควรกระทำใกล้สิ่งต่อไปนี้ เพื่อให้การอ่านทิศทางมีความแม่นยำมากที่สุด โดยมีระยะปลอดภัย ดังนี้
- สายไฟแรงสูง 60 หลา
- รถถัง 20 หลา
- รถยนต์ 20 หลา
- สายโทรเลข 10 หลา
- โทรศัพท์ 10 หลา
- ลวดหนาม 10 หลา
- ปืนใหญ่ 10 หลา
- ปืนเล็ก 1 หลา
- หมวกเหล็ก 1 หลา
เนื่องจากวัตถุหรืออุปกรณ์เหล่านั้นสร้าง สนามแม่เหล็กไฟฟ้า (Electromagnetic Field) ซึ่งสามารถรบกวน สนามแม่เหล็กโลก ที่เข็มทิศใช้ในการชี้ทิศได้ ทำให้เข็มทิศ เบนหรือชี้ผิดทิศทาง
การอ่านและการใช้แผนที่ในภูมิประเทศ
- การจัดแผนที่ให้ถูกทาง (Map orientation)
ขั้นแรกของการนำแผนที่ไปใช้ในภูมิประเทศก็คือ การจัดแผนที่ให้ถูกทางซึ่งการจัดแผนที่นี้มีความสำคัญอย่างมาก ในการกำหนดทิศทางที่ถูกต้องสำหรับการอ่านแผนที่ และนำแผนที่ไปใช้เพื่อหาตำแหน่งต่างๆ บนภูมิประเทศได้อย่างถูกต้อง การจัดแผนที่ให้ถูกทางทำได้ง่ายโดยการใช้เข็มทิศวางบนเส้นกริดในแผนที่ ให้แนวเหนือ-ใต้ของเข็มทิศทาบกับเส้นกริดพอดี เมื่อลูกศรชี้ไปทางทิศเหนือจึงแปลว่าทิศที่แผนที่หันไปนั้นเป็นทิศเหนือในภูมิประเทศจริงเช่นกัน อย่างไรก็ตามถ้าหากต้องการความละเอียดของงานมากกว่านี้ ก็สามารถปรับแก้ทิศได้จากการเทียบทิศเหนือกริดกับทิศเหนือแม่เหล็กที่ระบุไว้นอกขอบระวางแผนที่ เนื่องจากทิศเหนือที่เราใช้จริงนั้นเป็นทิศเหนือแม่เหล็กแต่ทิศเหนือในแผนที่นั้นคือทิศเหนือกริด
- การหาตำแหน่งที่เราอยู่หรือตำแหน่งที่ต้องการ แบ่งออก 2 วิธีหลัก ๆ ได้แก่

การหาตำแหน่งโดยวิธีเล็งสกัดกลับ (Resection)
การสกัดกลับเป็นวิธีการกำหนดตำแหน่งโดยต้องมีเป้าหมายเด่น ๆ ของภูมิประเทศที่ทราบตำแหน่งแล้วอย่างน้อย 2 แห่งหรือมากกว่า ถ้าอยู่ในพื้นที่เปิด และมองเห็นภูเขา หรือจุดสังเกตเด่น ๆ (เช่น ยอดเขา เสาไฟ หรือแม่น้ำ) สามารถหาตำแหน่งของตัวเองบนแผนที่ได้โดยใช้ เทคนิคนี้ สำหรับขั้นตอนการหาตำแหน่งทำตามขั้นตอนได้ ดังนี้
- ตั้งแผนที่ให้ตรงกับทิศเหนือจริง แล้วหมุนแผนที่จนเส้นทิศเหนือบนแผนที่ตรงกับทิศเหนือบนเข็มทิศ
- เล็งเข็มทิศไปยังจุดสังเกต โดยหันหน้าไปทางจุดสังเกตที่เห็นได้ชัด เช่น ยอดเขา แล้วใช้เข็มทิศวัดค่าทิศทาง (bearing) ของจุดสังเกต
- นำค่าทิศทางกลับมาใช้บนแผนที่ โดยหมุนวงแหวนของเข็มทิศให้ตรงกับมุมที่อ่านได้
จากนั้นวางขอบเข็มทิศบนแผนที่ให้ปลายด้านหนึ่งอยู่ที่ “จุดสังเกตนั้น” แล้วลากเส้นย้อนกลับ - ทำซ้ำกับจุดสังเกตที่สอง (และอาจจุดที่สาม) จุดที่เส้นทั้งสอง (หรือสาม) ตัดกันคือ ตำแหน่งปัจจุบันของคุณ
เทคนิคนี้ยิ่งมีจุดสังเกตมาก การระบุตำแหน่งจะยิ่งแม่นยำ และควรใช้จุดสังเกตที่อยู่ห่างกันพอสมควร (เช่น ยอดเขาคนละฝั่ง) เพื่อให้เส้นตัดกันชัด
การหาตำแหน่งโดยวิธีเล็งสกัดตรง (Intersection)
การสกัดตรงเป็นวิธีการกำหนดตำแหน่งของที่หมายใด ๆ ในภูมิประเทศลงในแผนที่ โดยต้องมีเป้าหมายที่ทราบตำแหน่งแล้วอย่างน้อย 2 แห่ง โดยเทคนิคนี้จะใช้เมื่อคุณรู้ตำแหน่งของตัวเองบนแผนที่ และต้องการหาทิศทางไปยังจุดที่มองเห็น (เช่น ยอดเขา น้ำตก หรือจุดหมายปลายทาง) สำหรับขั้นตอนการหาตำแหน่งทำตามขั้นตอนได้ ดังนี้
-
ระบุตำแหน่งของคุณบนแผนที่ (เช่น จาก GPS หรือจากการเดินตามเส้นทางก่อนหน้า)
-
เล็งเข็มทิศไปยังจุดหมายที่ต้องการไป ถือเข็มทิศระดับสายตา หมุนตัวจนเข็มแม่เหล็กอยู่ในกรอบ N (North) ของเข็มทิศ แล้วอ่านค่ามุมทิศ (bearing)
-
นำค่าทิศทางกลับมาใช้บนแผนที่ วางขอบเข็มทิศบนตำแหน่งของคุณบนแผนที่ หมุนจนเส้นทิศเหนือของเข็มทิศตรงกับเส้นทิศเหนือบนแผนที่ เส้นที่ลากต่อจากจุดของคุณไปในทิศที่เข็มชี้ คือ “เส้นทางสู่จุดหมาย”
-
ทำเครื่องหมายจุดหมาย จุดที่เส้นผ่านลักษณะภูมิประเทศเป้าหมาย (เช่น ยอดเขาที่ต้องการปีน) คือทิศทางที่คุณต้องเดินไป
เนื่องจากเทคนิคนี้เราต้องรู้ตำแหน่งตัวเองบนแผนที่จึงอาจใช้ในการเดินป่าไม่บ่อยเท่าวิธีการเล็งสกัดกลับ (กรณีใช้แผนที่คู่กับเข็มทิศเป็นหลัก) แต่หากเรามี GPS หรือเดินบนเส้นทางที่มีจุดบอกตำแหน่งชัดเจน วิธีนี้ก็เป็นวิธีที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้
ในทางปฎิบัติการเดินตามทิศทางที่กำหนดไว้ เราควรมองหาจุดสังเกตระยะไกล เช่น ต้นไม้ใหญ่หรือก้อนหิน แล้วเดินตรงไปยังจุดนั้น เมื่อถึงจุดนั้น ให้ยกเข็มทิศเล็งใหม่อีกครั้ง และเลือกจุดสังเกตถัดไป หรือถ้ามีสิ่งกีดขวาง (เช่น ลำธาร หรือหุบเขา) ให้เดินอ้อม แล้วกลับเข้าสู่ทิศเดิมโดยใช้การวัดระยะเป็นช่วง ๆ

