“เป้” เป็นหนึ่งในอุปกรณ์ที่สำคัญที่สุดในการเดินป่าระยะไกล
- เป้ที่เหมาะสมสำหรับการเดินป่าในประเทศไทยที่มักจะมีสภาพป่ารกทึบและอากาศไม่ได้หนาวเย็นมากนักแนะนำให้ใช้ความจุ 45-60 ลิตร ตัวแปรของความจุขึ้นอยู่กับขนาดของอุปกรณ์ที่เลือกใช้, อุปกรณ์กันหนาวถ้าจำเป็นต้องใช้ และปริมาณอาหารที่ต้องติดตัวไปตามจำนวนวันเดินทาง
- น้ำหนักของเป้พร้อมอุปกรณ์การเดินป่าระยะไกลพร้อมน้ำและอาหารจะอยู่ในช่วง 12-20 กิโลกรัม ขึ้นกับอุปกรณ์ที่เลือกใช้, สภาพอากาศ, สภาพภูมิประเทศ หรือแหล่งน้ำ ฯลฯ
- เป้ที่ดีสำหรับการใส่ของน้ำหนักมากสำหรับการเดินทางไกล ตัวเป้ไม่จำเป็นต้องมีน้ำหนักเบา แต่ต้องกระจายน้ำหนักได้ดีไม่มีการกดทับที่จุดใดจุดหนึ่ง แข็งแรงทนทานต่อการใช้งานหนัก และการเกี่ยวของกิ่งไม้ หรือหนามได้ โดยไม่เสียหาย
- นอกจากขนาดความจุที่มักจะบอกเป็นลิตรแล้ว เป้จะมีขนาดความยาวหลังด้วย โดยที่จะเป็นขนาดตั้งแต่ XS, S, M, L ซึ่งสำคัญมากต่อการแบกน้ำหนักเดิน และเป้ดีๆ จะมีการแยกเพศสำหรับผู้หญิงและผู้ชายด้วย เพื่อรองรับสรีระที่แตกต่างกัน เช่น ผู้หญิงจะมีสะโพกกว้างกว่า, ไหล่แคบกว่า และสายสะพายก็ควรออกแบบให้หลบหน้าอกด้วย
- ถ้าเลือกเป้ผิดขนาด หรือไม่เข้ากับสรีระ จะทำให้เป้ไม่อยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้อง เกิดการกดให้เจ็บปวดระหว่างเดิน แต่ถ้าเป้มีคุณภาพดี มีขนาดที่เข้ากับสรีระ จะทำให้การแบกน้ำหนักบนเป้เป็นเรื่องสบาย ๆ
- การเลือกขนาดเป้สามารถทำได้โดยการวัดความยาวหลัง แต่จะดีที่สุดถ้าหากได้ลองใส่น้ำหนักและทดลองสะพายด้วยตัวเอง
การเลือกขนาดเป้ที่เหมาะสม

- ขนาดของเป้ที่เหมาะสมขึ้นกับความยาวหลัง (ไม่ใช่ปริมาตรของเป้) การวัดจะวัดจากกระดูกสันหลังข้อที่ 7 ที่อยู่ระดับเดียวกับไหล่ ลงมาถึงระดับเหนือกระดูกสะโพก
- เมื่อได้ความยาวแล้ว เอามาเทียบกับตารางด้านบน
- วิธีที่ดีที่สุดหลังจากนั้นคือการใส่น้ำหนักในเป้แล้วทดลองแบกดู
ขนาดความจุเป้ขึ้นกับอุปกรณ์ที่เลือกใช้

- ความจุของเป้จะขึ้นกับอุปกรณ์ที่เราเลือกใช้ เช่น เต็นท์หรือเปล, ถุงนอน, แผ่นรองนอน และขึ้นกับว่าเราไปในที่หนาวแค่ไหน ต้องแบกอาหารสำหรับกี่วัน
ถ้าเราใช้อุปกรณ์ขนาดเล็ก ไม่ได้แบกอาหารมากนัก เราอาจจะใช้เป้ขนาด 40-45 ลิตรได้ แต่ถ้าไปที่หนาว แบกอาหารสำหรับหลายวัน เป้ขนาด 50-60 ลิตรอาจจะเหมาะสมกว่า
เป้สำหรับผู้ชายและผู้หญิง

- ผู้หญิงและผู้ชายมีสรีระที่แตกต่างกัน เช่น ผู้หญิงจะมีสะโพกกว้างกว่า, ไหล่แคบกว่า และสายสะพายก็ควรออกแบบให้หลบหน้าอกด้วย เป้ที่ใช้ก็จะแตกต่างกันไป
การจัดของในเป้

- การจัดของลงเป้ ควรจัดลำดับให้ของที่หนักอยู่ใกล้หลังเราที่สุด และของที่ใช้ระหว่างเดินอยู่บนสุด หรือช่องด้านนอกที่หยิบได้สะดวก
การปรับเป้ขณะเดิน

สายรัดปรับระดับของเป้เดินป่า (Backpack Adjustment Straps) เป็นส่วนสำคัญมากที่ช่วยให้เป้กระจายน้ำหนักได้ถูกต้อง ไม่ปวดหลังหรือไหล่เวลาเดินทางไกล แบ่งตามส่วนหลักของเป้ได้ดังนี้
-
สายสะพายไหล่ (Shoulder Straps) สายสะพายนี้มักมีฟองน้ำหนาและระบายอากาศได้ดี เพราะใช้รับน้ำหนักส่วนหนึ่งของเป้ การปรับควรให้แนบไหล่ แต่ไม่กดบ่าเกินไป
-
สายรัดเอว (Hip Belt) มีแผ่นรองนุ่มเพื่อกระจายน้ำหนัก เป็นสายที่รับน้ำหนักหลักของเป้ (ประมาณ 60–80%) ดังนั้นจึงควรรัดให้แน่นพอดีบน “กระดูกเชิงกราน” ไม่ใช่บนเอวจริง ๆ
-
สายรัดหน้าอก (Sternum Strap) สายรัดเส้นนี้ช่วยให้สายสะพายไหล่ไม่แยกออกจากกัน ลดแรงกดบนไหล่และช่วยทรงตัว ควรปรับให้พอดีระดับอก ไม่แน่นจนหายใจลำบาก
-
สายดึงโหลด หรือสายปรับโหลด (Load-Lifter Straps) อยู่ด้านบนของสายสะพายไหล่ ใกล้ ๆ หัวไหล่ ช่วย “ดึง” เป้ให้เข้าหาหลัง เพื่อลดแรงดึงไปข้างหลัง มุมที่เหมาะสมคือประมาณ 45° ระหว่างสายกับตัวเป้ ทั้งนี้ระหว่างเดินอาจมีการปรับให้เหมาะสม เช่น การขึ้นทางชัน อาจปรับให้เข้ามาชิดหลังมากขึ้น
-
สายปรับความสูงของเป้ (Torso Adjustment Strap หรือ Harness Adjustment) ใช้ปรับความยาวระหว่างไหล่กับสะโพกให้เข้ากับความสูงของผู้ใช้ มักพบในเป้เดินป่าขนาดใหญ่ (50L ขึ้นไป) ปรับให้ส่วนโค้งของสายไหล่แนบกับหลังพอดี
-
สายรัดด้านข้างและล่าง (Compression Straps) ใช้บีบหรือยึดเป้ให้แน่น ไม่ให้ของด้านในโยก ช่วยรักษาสมดุลเวลาเดินทาง และยังใช้ยึดอุปกรณ์ภายนอก เช่น เสื่อ เต็นท์ หรือขวดน้ำได้
สำหรับหัวข้อนี้เราได้พูดคุยรายละเอียดกันแล้วในหลักสูตรขั้นต้น ส่วนท่านใดที่ยังไม่มั่นใจการปรับสายในตำแหน่งใด สามารถไปพูดคุยกันในภาคสนาม
