Course Content
การจัดเตรียมอุปกรณ์
อุปกรณ์สำหรับเดินป่าระยะไกลแบ่งออกเป็น 4 ส่วนคือ - อุปกรณ์สำหรับการเดิน - อุปกรณ์เพื่อการตั้งแค้มป์ - อุปกรณ์สำหรับน้ำและอาหาร - อุปกรณ์อื่นๆ นักเดินป่าควรตรวจสอบอุปกรณ์ให้สามารถใช้งานได้ก่อนเดินป่า และหมั่นดูแลจัดเก็บรักษาให้ดีหลังเดินป่า
0/16
แผนที่และเข็มทิศ
แผนที่และเข็มทิศ แผนที่ คือ การถ่ายทอดลักษณะของพื้นผิวพิภพและสิ่งที่ปรากฏบนพื้นผิวพิภพทั้งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ และสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น ลงบนวัสดุแบนราบที่เหมาะสมตามมาตราส่วนที่ต้องการ โดยคงความเหมือนจริงด้านตำแหน่งที่ตั้ง และการใช้สัญลักษณ์ เส้น และสีที่เหมาะสม
0/6
การเดินเทรล และการจัดการที่พักแรม
การเตรียมความพร้อมของร่างกายถือเป็นเรื่องที่ควรปฏิบัติอยู่สม่ำเสมอก่อนการเดินป่า เพื่อป้องกันการบาดเจ็บของร่างกาย นอกจากนี้การมีความรู้ในการเดิน หรือการข้ามน้ำ จะช่วยลดโอกาสเกิดการบาดเจ็บได้ และเมื่อนักเดินป่าเดินถึงจุดหมายบนแผนที่การเลือกจุดพักแรมตั้งแคมป์เป็นเรื่องสำคัญ ในบทเรียนนี้เราจะเรียนรู้เรื่องเรื่องการเตรียมร่างกาย ความรู้เรื่องการเดินเทรล และการเดินข้ามน้ำ รวมถึงการจัดการที่พักแรม
0/5
การประกอบอาหารสำหรับการเดินป่า
อาหารถือเป็นสิ่งสำคัญของสิ่งมีชีวิต นักเดินป่าเองควรต้องมีการเตรียมพร้อมให้ดี เพราะการเดินป่าต้องใช้พลังงานมากกว่าการดำเนินชีวิตปกติ หากจัดเตรียมอาหารไม่เพียงพออาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้
0/4
การจัดการกองไฟ
การก่อกองไฟในป่าอาจมีความจำเป็นในบางครั้ง แต่ไฟก็เป็นสิ่งที่ทำอันตรายต่อป่าได้เช่นกัน ดังนั้นในบทเรียนนี้เราจะเรียนรู้ความสำคัญของการก่อกองไฟ รวมถึงการจัดการกองไฟอย่างเหมาะสม
0/2
การหาแหล่งน้ำและการทำน้ำสะอาด
น้ำเป็นส่วนสำคัญมากในการเดินป่า เราควรหาข้อมูลก่อนว่าเส้นทางเดินป่าที่จะไปนั้นมีแหล่งน้ำจามจุดต่างๆ ระหว่างทางเดิน หรือบริเวณจุดที่พักแรมหรือไม่ เพราะร่างกายจำเป็นต้องได้รับน้ำในปริมาณที่เพียงพอ และยังจำเป็นต่อการใช้ประกอบอาหารอีกด้วย นอกจากนี้การทำน้ำให้สะอาดถือเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะน้ำในป่าแม้อาจจะดูเหมือนใสสะอาดแต่อาจแฝงไปด้วยเชื้อโรคหรือไข่พยาธิอยู่ ซึ่งทำให้เราเจ็บป่วยได้
0/4
การดูแลสุขภาพ
"สุขภาพ" เป็นเรื่องที่สำคัญของนักเดินป่า ซึ่งบ่อยครั้งหลายๆ คนมองข้ามเรื่องนี้ไป อาจทำให้เกิดปัญหาร้ายแรงจามมาได้ ในบทเรียนนี้เราจะเรียนรู้การเตรียมตัวและดูแลสุขภาพก่อน - ระหว่าง - หลังเดินป่า รวมถึงการรักษาความสะอาดเมื่ออยู่ในป่า
0/5
การศึกษาสัตว์ป่า และการระวังภัยจากสัตว์ป่า
ป่าเป็นเสมือนบ้านของสัตว์ป่า นักเดินป่าที่จะเข้าไปยังพื้นที่ป่าใดๆ ควรศึกษาสัตว์ท้องถิ่นในบริเวณที่เข้าไป เพื่อให้เข้าใจพฤติกรรม รวมถึงสร้างความปลอดภัยแก่ตนเองและผู้ร่วมเดิน
0/9
โรงเรียนนักเดินป่า (หลักสูตรขั้นกลาง)

หลักปฏิบัติเมื่อหลงป่า

1. การใช้หลักการ STOP 

  • Stop หยุดการเคลื่อนที่อยู่ในจุดที่รู้ตัวว่าหลง ไม่ควรเดินต่ออย่างไม่มีทิศทาง ป้องกันการการหลงไปในจุดที่ลึกกว่าเดิม 
  • Think วิเคราะห์สถานการณ์ว่าเกิดเหตุการณ์หลงได้อย่างไร เห็นคนที่อยู่ด้านหน้าครั้งสุดท้ายเมื่อใด
  • Observe สำรวจสภาพแวดล้อมรอบตัว เช่น ตำแหน่งดวงอาทิตย์ จุดสังเกตทางธรรมชาติ หรือเส้นทางที่ผ่านมาว่ามีจุดเด่นใดบ้าง เวลาในปัจจุบันจนถึงเวลาพระอาทิตย์ตกเหลืออีกกี่ชั่วโมง มีสัญญาณโทรศัพท์หรือสัญญาณวิทยุเพื่อขอความช่วยเหลือหรือไม่
  • Plan วางแผนการดำเนินการต่อไป โดยเน้นการหาจุดปลอดภัยและการขอความช่วยเหลือ 

2. การขอความช่วยเหลือ 

  • หากไม่มีสัญญาณโทรศัพท์หรือสัญญาณวิทยุไม่ควรเดินหาสัญญาณไกลกว่า 5-10 เมตรจากจุดที่หลง
  • หากมีนกหวีด ให้เป่าเป็นจังหวะ 3 ครั้งติดกัน ตามด้วยการพักสั้น ๆ และทำซ้ำ หากไม่มีสัญญาณตอบสนองจากผู้ช่วยเหลือ อาจพัก 5-10 นาที และทำซ้ำอีกครั้ง 
  • หากมีพื้นที่โล่งอาจใช้การก่อกองไฟเพื่อให้เกิดควันในการส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือได้ 
  • หากมีไฟหรือวัสดุสะท้อนแสง ให้จัดวางเป็นรูปสัญลักษณ์ขอความช่วยเหลือ เช่น ตัวอักษร “SOS” บนพื้นดินในที่เปิดโล่ง 

3. การหาจุดพักที่ปลอดภัย 

  • หากการช่วยเหลือยังมาไม่ถึง ควรหาพื้นที่ใกล้ ๆ ที่ปลอดภัยและเปิดโล่ง เพื่อให้สามารถพักได้และเพิ่มโอกาสให้ผู้อื่นพบเห็น 
  • หลีกเลี่ยงพื้นที่ที่เสี่ยง เช่น ริมผา ทางลาดชัน หรือแหล่งน้ำที่ไหลเชี่ยว

 

หลักการเดินป่าที่มีการเดินขึ้นและลงเขา

ในการเดินป่าหากนักเดินป่าสามารถอ่านแผนที่จนเข้าใจแล้ว วิธีปฏิบัติเบื้องต้น และการคำนวณระยะเวลาในการเดิน โดยใช้ระยะทางที่สัมพันธ์กับความชันตามเส้น Contour ในแผนที่สามารถทำได้ ดังนี้ 

 

1. การเดินทางราบ 

ในการเดินป่าที่เป็นทางราบเป็นการเดินที่ง่ายที่สุด แต่ก็ควรเดินด้วยความเร็วปกติของนักเดินป่าไม่ควรเร่งฝีเท้ามากเกินไป เนื่องจากจะทำให้เกิดความเมื่อยล้ากับกล้ามเนื้อ และเกิดการเหนื่อยหอบที่เร็วขึ้น จนทำให้ต้องหยุดพักและทำให้ความเร็วในการเดินช้าลงได้

โดยปกติแล้วผู้ที่สุขภาพดีทั่วไปจะใช้เวลาในการเดินประมาณ 15 นาที ต่อระยะทาง 1 กิโลเมตร ทั้งนี้ในการเดินป่าอาจรวมระยะเวลาในการพักสั้น ๆ (Short Break) ประมาณ 20% ของเวลาทั้งหมด ในการเดินป่าทางราบโดยเฉลี่ยจึงอาจใช้เวลา 15-18 นาที 

 

2. การเดินขึ้นทางชัน 

ในการเดินป่าที่เป็นการเดินขึ้นทางชัน ควรใช้วิธีการเอนตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย และควรก้าวเท้าสั้น ๆ โดยรักษาแรงในการเคลื่อนที่อย่างสม่ำเสมอ ใช้ไม้เท้าช่วยพยุงตัว เพื่อให้เกิดความมั่นคงในการเดิน และลดความเสี่ยงที่จะเกิดการบาดเจ็บจากการล้ม

ในทุกความชันสะสมที่เพิ่มขึ้น (Ascent Elevation Gain) 100 เมตร ให้ x 2 ของเวลาเดินทางราบปกติ ยกตัวอย่าง เช่น 

  • ระยะทาง 1 กิโลเมตรมีความชันสะสม 100 เมตร จะใช้เวลา 15(นาที) x 2 = 30 นาที หากคำนวนเวลาพักสั้น ๆ ร่วมด้วยอาจใช้เวลาทั้งหมด (30×0.2)+30 = 36 นาที
  • ระยะทาง 1 กิโลเมตร มีความชันสะสม 200 เมตร จะใช้เวลา 15(นาที) x 4 = 60 นาที หากคำนวนเวลาพักสั้น ๆ ร่วมด้วยอาจใช้เวลาทั้งหมด (60×0.2)+60 = 72 นาที
  • ระยะทาง 2 กิโลเมตร มีความชันสะสม 100 เมตร จะใช้เวลา 30(นาที) x 2 = 60 นาที หากคำนวนเวลาพักสั้น ๆ ร่วมด้วยอาจใช้เวลาทั้งหมด (60×0.2)+60 = 72 นาที

 

 3. การเดินลงทางชัน 

ในการเดินป่าที่เป็นการเดินลงทางชัน มักจะถูกมองว่าง่ายและเร็วกว่าการเดินขึ้นทางชัน แต่ในความเป็นจริงแล้วการเดินลงมีโอกาสเกิดการบาดเจ็บได้ง่ายกว่าการเดินขึ้น เนื่องจากกล้ามเนื้อจะต้องมีการเกร็งเพื่อไม่ให้การเดินลงเร็วเกินไปจนเกิดการกระแทกของข้อต่อ โดยเฉพาะข้อเข่า และข้อเท้า นักเดินป่าจึงต้องมีความระมัดระวังในการเดินลงทางชัน รักษาจังหวะในการเดินให้คงที่ควบคู่กับการสร้างสมดุล โดยอาจใช้ไม้เท้าในการค้ำยัน

ในทุกความชันสะสมที่ลดลง (Descent Elevation Gain) 100 เมตร ให้ x 1.5 ของเวลาเดินทางราบปกติ ยกตัวอย่างเช่น 

  • ระยะทาง 1 กิโลเมตร มีความชันสะสมขณะเดินลง 100 เมตรจะใช้เวลา 15(นาที) x 1.5 = 22.5 นาที หากคำนวนเวลาพักสั้น ๆ ร่วมด้วยอาจใช้เวลาทั้งหมด (22.5×0.2)+22.5 = 27 นาที

อย่างไรก็ตาม การคำนวณระยะเวลาจากสูตรนี้เป็นการประเมินเบื้องต้นเท่านั้น ในการเดินจริงจะขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่น ๆ ได้อีก เช่น ความเร็วในการเดินปกติของนักเดินป่า สภาพของเส้นทางที่อาจจะเป็นทางราบ ทางที่ลื่น หรือทางที่มีหิน