หลักปฏิบัติเมื่อหลงป่า
1. การใช้หลักการ STOP
- Stop หยุดการเคลื่อนที่อยู่ในจุดที่รู้ตัวว่าหลง ไม่ควรเดินต่ออย่างไม่มีทิศทาง ป้องกันการการหลงไปในจุดที่ลึกกว่าเดิม
- Think วิเคราะห์สถานการณ์ว่าเกิดเหตุการณ์หลงได้อย่างไร เห็นคนที่อยู่ด้านหน้าครั้งสุดท้ายเมื่อใด
- Observe สำรวจสภาพแวดล้อมรอบตัว เช่น ตำแหน่งดวงอาทิตย์ จุดสังเกตทางธรรมชาติ หรือเส้นทางที่ผ่านมาว่ามีจุดเด่นใดบ้าง เวลาในปัจจุบันจนถึงเวลาพระอาทิตย์ตกเหลืออีกกี่ชั่วโมง มีสัญญาณโทรศัพท์หรือสัญญาณวิทยุเพื่อขอความช่วยเหลือหรือไม่
- Plan วางแผนการดำเนินการต่อไป โดยเน้นการหาจุดปลอดภัยและการขอความช่วยเหลือ
2. การขอความช่วยเหลือ
- หากไม่มีสัญญาณโทรศัพท์หรือสัญญาณวิทยุไม่ควรเดินหาสัญญาณไกลกว่า 5-10 เมตรจากจุดที่หลง
- หากมีนกหวีด ให้เป่าเป็นจังหวะ 3 ครั้งติดกัน ตามด้วยการพักสั้น ๆ และทำซ้ำ หากไม่มีสัญญาณตอบสนองจากผู้ช่วยเหลือ อาจพัก 5-10 นาที และทำซ้ำอีกครั้ง
- หากมีพื้นที่โล่งอาจใช้การก่อกองไฟเพื่อให้เกิดควันในการส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือได้
- หากมีไฟหรือวัสดุสะท้อนแสง ให้จัดวางเป็นรูปสัญลักษณ์ขอความช่วยเหลือ เช่น ตัวอักษร “SOS” บนพื้นดินในที่เปิดโล่ง
3. การหาจุดพักที่ปลอดภัย
- หากการช่วยเหลือยังมาไม่ถึง ควรหาพื้นที่ใกล้ ๆ ที่ปลอดภัยและเปิดโล่ง เพื่อให้สามารถพักได้และเพิ่มโอกาสให้ผู้อื่นพบเห็น
- หลีกเลี่ยงพื้นที่ที่เสี่ยง เช่น ริมผา ทางลาดชัน หรือแหล่งน้ำที่ไหลเชี่ยว
หลักการเดินป่าที่มีการเดินขึ้นและลงเขา
ในการเดินป่าหากนักเดินป่าสามารถอ่านแผนที่จนเข้าใจแล้ว วิธีปฏิบัติเบื้องต้น และการคำนวณระยะเวลาในการเดิน โดยใช้ระยะทางที่สัมพันธ์กับความชันตามเส้น Contour ในแผนที่สามารถทำได้ ดังนี้
1. การเดินทางราบ
ในการเดินป่าที่เป็นทางราบเป็นการเดินที่ง่ายที่สุด แต่ก็ควรเดินด้วยความเร็วปกติของนักเดินป่าไม่ควรเร่งฝีเท้ามากเกินไป เนื่องจากจะทำให้เกิดความเมื่อยล้ากับกล้ามเนื้อ และเกิดการเหนื่อยหอบที่เร็วขึ้น จนทำให้ต้องหยุดพักและทำให้ความเร็วในการเดินช้าลงได้
โดยปกติแล้วผู้ที่สุขภาพดีทั่วไปจะใช้เวลาในการเดินประมาณ 15 นาที ต่อระยะทาง 1 กิโลเมตร ทั้งนี้ในการเดินป่าอาจรวมระยะเวลาในการพักสั้น ๆ (Short Break) ประมาณ 20% ของเวลาทั้งหมด ในการเดินป่าทางราบโดยเฉลี่ยจึงอาจใช้เวลา 15-18 นาที
2. การเดินขึ้นทางชัน
ในการเดินป่าที่เป็นการเดินขึ้นทางชัน ควรใช้วิธีการเอนตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย และควรก้าวเท้าสั้น ๆ โดยรักษาแรงในการเคลื่อนที่อย่างสม่ำเสมอ ใช้ไม้เท้าช่วยพยุงตัว เพื่อให้เกิดความมั่นคงในการเดิน และลดความเสี่ยงที่จะเกิดการบาดเจ็บจากการล้ม
ในทุกความชันสะสมที่เพิ่มขึ้น (Ascent Elevation Gain) 100 เมตร ให้ x 2 ของเวลาเดินทางราบปกติ ยกตัวอย่าง เช่น
- ระยะทาง 1 กิโลเมตรมีความชันสะสม 100 เมตร จะใช้เวลา 15(นาที) x 2 = 30 นาที หากคำนวนเวลาพักสั้น ๆ ร่วมด้วยอาจใช้เวลาทั้งหมด (30×0.2)+30 = 36 นาที
- ระยะทาง 1 กิโลเมตร มีความชันสะสม 200 เมตร จะใช้เวลา 15(นาที) x 4 = 60 นาที หากคำนวนเวลาพักสั้น ๆ ร่วมด้วยอาจใช้เวลาทั้งหมด (60×0.2)+60 = 72 นาที
- ระยะทาง 2 กิโลเมตร มีความชันสะสม 100 เมตร จะใช้เวลา 30(นาที) x 2 = 60 นาที หากคำนวนเวลาพักสั้น ๆ ร่วมด้วยอาจใช้เวลาทั้งหมด (60×0.2)+60 = 72 นาที
3. การเดินลงทางชัน
ในการเดินป่าที่เป็นการเดินลงทางชัน มักจะถูกมองว่าง่ายและเร็วกว่าการเดินขึ้นทางชัน แต่ในความเป็นจริงแล้วการเดินลงมีโอกาสเกิดการบาดเจ็บได้ง่ายกว่าการเดินขึ้น เนื่องจากกล้ามเนื้อจะต้องมีการเกร็งเพื่อไม่ให้การเดินลงเร็วเกินไปจนเกิดการกระแทกของข้อต่อ โดยเฉพาะข้อเข่า และข้อเท้า นักเดินป่าจึงต้องมีความระมัดระวังในการเดินลงทางชัน รักษาจังหวะในการเดินให้คงที่ควบคู่กับการสร้างสมดุล โดยอาจใช้ไม้เท้าในการค้ำยัน
ในทุกความชันสะสมที่ลดลง (Descent Elevation Gain) 100 เมตร ให้ x 1.5 ของเวลาเดินทางราบปกติ ยกตัวอย่างเช่น
- ระยะทาง 1 กิโลเมตร มีความชันสะสมขณะเดินลง 100 เมตรจะใช้เวลา 15(นาที) x 1.5 = 22.5 นาที หากคำนวนเวลาพักสั้น ๆ ร่วมด้วยอาจใช้เวลาทั้งหมด (22.5×0.2)+22.5 = 27 นาที
อย่างไรก็ตาม การคำนวณระยะเวลาจากสูตรนี้เป็นการประเมินเบื้องต้นเท่านั้น ในการเดินจริงจะขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่น ๆ ได้อีก เช่น ความเร็วในการเดินปกติของนักเดินป่า สภาพของเส้นทางที่อาจจะเป็นทางราบ ทางที่ลื่น หรือทางที่มีหิน
