เปลที่เหมาะสำหรับการเดินป่า
ป่าในประเทศไทยมีความชื้น เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของยุง แมลง และสัตว์เลื้อยคลานขนาดเล็กนานาชนิด เช่น ริ้นดำ คุ่น ทาก ซึ่งไม่เพียงแต่สร้างความรำคาญ แต่อาจเป็นพาหะของโรคไข้ป่าหรือมาลาเรียได้ เปลมุ้งในรูปแบบต่าง ๆ จึงเป็นอุปกรณ์สำคัญที่ช่วยป้องกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การเลือกเปลเดินป่า

โดยทั่วไปแล้ว “เปลเดินป่า” ที่มีจำหน่ายในประเทศไทยมีหลากหลายขนาด แต่ขนาดที่พบได้บ่อยและเป็นที่นิยมมักมีความยาวอยู่ที่ประมาณ 2.5 ถึง 3.2 เมตร และความกว้างประมาณ 1.1 ถึง 1.50 เมตร สำหรับเปลมุ้งนั้นความยาวของเปลที่แนะนำจะอยู่ระหว่าง 3.0–3.2 เมตร ส่วนความกว้างที่แนะนำคือ 1.4 เมตรขึ้นไป เพื่อให้สามารถนอนในแนวทแยงได้ ซึ่งเป็นท่านอนที่จะช่วยให้นอนหลังเหยียดตรงขึ้น เปลไม่บีบรัดลำตัว ช่วยลดอาการปวดหลัง-ไหล่จากการนอนเปล เปลที่มีความกว้างและยาวที่เหมาะสมจะให้ความรู้สึกโปร่งสบายนอนแล้วไม่รู้สึกอึดอัด การใช้เปลที่มีมุ้งในตัวจะทำให้การผูกเปลง่ายไม่ซับซ้อน แต่เปลที่แยกมุ้งจะให้ความหลากหลายในการใช้งาน สามารถนอนเล่นได้และสามารถใช้ผ้าห่มห่อเปลกันหนาวได้
ไม่ว่าจะเดินป่าในฤดูไหนก็อาจจะเจอฝนได้เสมอ ถ้าใช้เปลจึงจำเป็นต้องมีผ้าทาร์ปกางเป็นหลังคากันฝนกันน้ำค้าง ทาร์ปนี้ก็ยังใช้เป็นหลังคากองกลางสำหรับใช้นั่งทำอาหารและกินข้าวกันก่อนนอนได้ด้วย ผ้าทาร์ปนี้ควรจะยาวกว่าเปลเพื่อให้กันฝนได้แน่นอน การผูกเปลควรมีการดักน้ำที่ไหลมาจากต้นไม้และสายเปล อาจจะใช้เศษผ้าผูกห้อยลงก็ได้ เราจะเรียนรู้เทคนิคต่าง ๆ กันในหัวข้อถัด ๆ ไป
ปัญหาอย่างหนึ่งของการใช้เปลคือไม่มีที่เก็บสัมภาระ ทางเลือกก็คือการใช้ตะขอแขวนเป้และของอื่น ๆ ไว้กับสายเปลและใต้ฟลายชีต หรืออาจจะมีเปลเล็ก ๆ น้ำหนักเบาไว้เก็บของใต้เปลหลักก็ได้
การเลือกทาร์ป (Tarp)

การเลือกทาร์ปหรือฟลายชีท (Flysheet) ที่เหมาะสมเป็นหัวใจสำคัญของการนอนเปลสำหรับกิจกรรมเดินป่าในประเทศไทย ท่ามกลางสภาพอากาศที่ร้อนชื้นการมีทาร์ปที่เหมาะสมจะช่วยป้องกันคุณได้ทั้งจากฝน แดด และน้ำค้าง ขนาดที่แนะนำจะอยู่ระหว่าง 3×3.3 – 3×4 เมตร เพราะให้พื้นที่มากพอที่จะคลุมเปลได้อย่างมิดชิด ป้องกันฝนสาดได้ดี และยังมีพื้นที่เหลือด้านล่างสำหรับวางสัมภาระ เช่น เป้ หรือรองเท้า ไม่ให้เปียกชื้น
รูปทรงของทาร์ปในสภาพแวดล้อมของไทย รูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าเป็นทรงที่เหมาะสมและแนะนำมากที่สุด เนื่องจากมีความอเนกประสงค์สูง สามารถปรับเปลี่ยนวิธีการกางได้หลากหลายรูปแบบ เช่น กางแบบปิดด้านข้างเมื่อเจอสภาพอากาศที่มีฝน ลม และอากาศหนาว, หรือกางแบบยกสูงเพื่อเน้นการระบายอากาศในวันที่อากาศร้อน

ฤดูฝน : กางทาร์ปในลักษณะ กดต่ำและปิดด้านข้าง เพื่อป้องกันฝนสาดและลมกระโชกแรง การใช้ทาร์ปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าจะได้เปรียบในการปรับองศาให้เข้ากับทิศทางของฝน การกางทาร์ปรูปแบบนี้จะมีส่วนช่วยป้องกันความเย็นสำหรับการนอนเปลในที่อากาศหนาวเย็นได้ด้วยเช่นกัน

ฤดูร้อน/อากาศร้อนชื้น : กางทาร์ปในลักษณะ ยกสูง เพื่อให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก ลดความร้อนอบอ้าวใต้ทาร์ป การเปิดโล่งจะช่วยให้ลมพัดผ่านได้ดี

การดักน้ำฝน : เทคนิคการผูกเชือกหรือใช้อุปกรณ์อื่น ๆ เพื่อป้องกันน้ำไหลตามสายเชือก (Drip Line) จะช่วยให้น้ำฝนที่ไหลมาตามเชือกหยดลงพื้นก่อนที่จะไหลไปถึงตัวเปล
การเลือกทำเล : หลีกเลี่ยงการผูกเปลใต้ต้นไม้ใหญ่ที่ตายแล้วหรือมีกิ่งไม้แห้ง เพราะอาจหักโค่นลงมาได้เมื่อมีลมพายุ ไม่ผูกเปลในที่โล่งแจ้งหรือบนสันเขา ซึ่งเสี่ยงต่อฟ้าผ่าและลมกระโชกแรง หลีกเลี่ยงการผูกเปลขวางทางน้ำหรือใกล้ลำห้วยมากเกินไป เพราะอาจเกิดน้ำป่าไหลหลากได้ในฤดูฝน
การเลือกเชือกผูกเปล (Tree Straps) : ควรใช้สายรัดแบบแบนแทนการใช้เชือกกลมเปล่า ๆ ในส่วนที่ต้องพันรอบต้นไม้โดยตรง เพื่อลดความเสียหายต่อเปลือกไม้และกระจายแรงดึงได้ดีกว่า
ความสูงที่เหมาะสม : ไม่ควรผูกเปลสูงจากพื้นเกินกว่าระดับที่เมื่อนั่งบนเปลแล้วเท้าสามารถแตะถึงพื้นได้ (ประมาณ 45-60 ซม.) เพื่อความปลอดภัยหากเกิดการพลัดตก
เครื่องกันหนาวเมื่อนอนเปล
- การกันหนาวเมื่อนอนเปล จะต้องประกอบกันหลายอย่างเพราะ เมื่อเรานอนในเปลเราจะสัมผัสกับอากาศเย็นรอบด้าน ในการนอนเปลในที่อากาศเย็น หรือสถานที่ ๆ มีลมแรง เราจะเจออาการหนาวหลังจากการนอนเปล การป้องกันความหนาวหลังจากการนอนเปลต้องมีอุปกรณ์เสริมช่วยยกตัวอย่าง เช่น ถุงนอน (Top Quilt) แผ่นรองนอน และ Under Quilt (UQ)
- การป้องกันความเย็นจากการนอนเปลอย่างแรก คือ การเลือกทิศทางผูกเปลให้ขวางลม และลดฟลายชีตให้ต่ำลงเพื่อกันลมพัด
- การใช้ถุงนอน นอนในเปลจะไม่ให้ความอบอุ่นนัก เพราะถุงนอนจะถูกบีบรัดและนอนทับจนไม่สามารถทำหน้าที่เป็นฉนวนกันการสูญเสียความร้อนได้
- ทางเลือกก็คือการใช้แผ่นรองนอนในเปลประกอบกับผ้าห่ม หรือถุงนอน หรือใช้ถุงนอนที่ห่อด้านนอกทั้งหมด (Under quilt)

