การประกอบอาหาร (สำหรับเดินป่า)
1. อาหารที่ให้พลังงานสำหรับเดินป่า
โดยปกติในการใช้ชีวิตและทำกิจกรรมประจำวันความต้องการแคลอรี่ต่อวันของผู้หญิง ประมาณ 1500 – 2000 แคลอรี่ และของผู้ชายประมาณ 2000 – 2500 แคลอรี่ แต่พลังงานที่ต้องใช้ในกิจกรรมต่างๆ ในการเดินป่า รวมถึง การนอน และเดินเทร็คกิ้ง สำหรับผู้ชายที่น้ำหนัก 100 kg จะต้องใช้พลังงานประมาณ 6,500 แคลอรี่ ต่อวัน ในระหว่างการเดินระยะทาง 29 km ที่ระยะความชันสะสม (Elevation Gain) ตลอดวันอยู่ที่ 900 เมตร โดยคิดง่าย การเดินป่าเราจะใช้พลังงานเป็น 3 เท่า เมื่อเทียบกับการใช้ชีวิตประจำวันของคนเมืองโดยเฉลี่ยเราต้องบริโภคอาหารให้เพียงพอกับพลังงานที่เสียไป
การคำนวณแคลอรี่ที่ละเอียดขึ้น สามารถลองไปทดลองดูในโปรแกรมคำนวณแคลอรี่สำหรับนักเดินป่า
โดยค่าที่ต้องป้อนจะละเอียดมาก คือ ความสูง น้ำหนักตัว อายุ เพศ น้ำหนักที่แบก ระยะทางที่เดิน จำนวนวันที่เดิน ความเร็วในการเดิน สภาพพื้นที่เดินยาก-ง่าย เป็นเนิน เป็นภูเขา ระดับความสูง อุณหภูมิ รวมถึงกิจกรรมที่ทำตอนอยู่ที่จุดตั้งแคมป์ ฯลฯ รายละเอียดดูยิบย่อยอาจลองกรอกๆ ดูค่าที่ได้ก็ดูสมเหตุสมผล
สามารถใช้ค่าพลังงานเหล่านี้เป็นตัวตั้งต้นได้ ว่าแต่ละวันเราต้องใช้พลังงานเท่าไหร่ แล้วก็เอาไปจัดสูตรอาหาร เช้า กลางวัน เย็น ให้ได้พลังงานเพียงพอตามที่คำนวณได้ทั้งนี้ทั้งนั้น พวกนี้ต้องผ่านการคิดคำนวณ ทดลอง แล้วก็ปรับ หลายรอบจนได้ค่าที่เหมาะสมกับตัวเรา
อาหารที่ให้พลังงาน สำหรับเดินป่าจากอาหารหลัก 5 หมู่ เช่น คาร์โบไฮเดรต ไขมัน โปรตีน เกลือแร่ และวิตามิน
1.1 คาร์โบไฮเดรต
คาร์โบไฮเดรต อาหารจำพวกแป้ง เป็นสารอาหารหลักสำหรับนักเดินป่า คิดง่ายๆ ถือว่าเป็นสัดส่วน 50 % ของ เช่น ข้าว ขนมปัง เส้นก๋วยเตี๋ยว มัน เผือก เป็นกลุ่มอาหารหลักที่ให้พลังงาน อุดมด้วยสารอาหาร และเส้นใยอาหารที่ช่วยส่งเสริมระบบการย่อยอาหารให้มีสุขภาพดี ซึ่งคาร์โบไฮเดรตจะให้พลังงาน และความร้อน ช่วยให้ร่างกายนำไปใช้ประโยชน์มากที่สุด ส่วนที่เหลือใช้จะเปลี่ยนเป็นไขมันสะสมในร่างกายได้
คาร์โบไฮเดรตที่เหมาะสมต่อวัน สำหรับคนทั่วไป ควรได้รับคาร์โบไฮเดรต 3-5 กรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม
1.2 ไขมัน
ไขมันโดยแหล่งอาหารที่ให้ไขมัน จะแบ่งเป็น
ไขมันอิ่มตัวที่ส่วนใหญ่จะได้จากสัตว์ เช่น น้ำมันหมู น้ำมันไก่ น้ำมันจากวัว ครีม เนย ชีส
ไขมันไม่อิ่มตัวจากพืชบางชนิด เช่น น้ำมันปาล์ม น้ำมันมะพร้าว น้ำมันมะกอก น้ำมันงา น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันเมล็ดดอกทานตะวัน น้ำมันรำข้าว น้ำมันเมล็ดดอกคำฝอย น้ำมันถั่วลิสง ซึ่งประโยชน์ของไขมันช่วยในการดูดซึมของวิตามินที่ละลายในไขมัน ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย นอกจากนี้ยังช่วยในการป้องกันการกระทบ กระเทือนของอวัยวะภายใน
ไขมันที่เหมาะสมต่อวัน สำหรับผู้ใหญ่ที่แนะนำต่อวันประมาณ 70 กรัม ซึ่งการทานไขมัน
1.3 โปรตีน
โปรตีน (เนื้อสัตว์ ไข่ นม ถั่ว) โดยแหล่งอาหารที่ให้โปรตีน เช่น เนื้อหมู เนื้อไก่ เนื้อปลา นม ไข่ ถั่วเมล็ดแห้ง ถั่วเหลือง ถั่วเขียว ถั่วแระ ถั่วดำ ถั่วลิสง ผลิตผลที่ได้จากถั่ว เช่น เต้าหู้ นมถั่วเหลือง ซึ่งโปรตีนมีความจำเป็นต่อการทำงานของร่างกาย เพื่อให้ร่างกายมีความเจริญเติบโต รวมไปถึงช่วยสร้างกล้ามเนื้อ ฟื้นฟูกล้ามเนื้อ และซ่อมแซมเนื้อเยื่อส่วนที่สึกหรอได้
โปรตีนที่เหมาะสมต่อวัน สำหรับคนทั่วไปควรได้รับโปรตีน 1 กรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม และคนออกกำลังกาย ควรได้รับโปรตีน 2-3 กรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม
1.4 เกลือแร่และแร่ธาตุ
โดยแหล่งอาหารที่ให้เกลือแร่ และแร่ธาตุต่าง ๆ มากจาก ฟักทอง มันเทศสีเหลือง ถั่วฝักยาว ผักบุ้ง ตำลึง แครอท คะน้า แตงกวา บวบ ฟักเขียว ผักกาดขาว ซึ่งเกลือแร่ และแร่ธาตุต่าง ๆ จากพืชผักเหล่านี้ เป็นสารอาหารที่ร่างกายต้องการ และขาดไม่ได้ เพราะเป็นส่วนประกอบของอวัยวะ และกล้ามเนื้อ เช่น กระดูก ฟัน เลือด ทั้งนี้ยังช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง ช่วยซ่อมแซมเซลล์ที่เสียหาย ป้องกันการบาดเจ็บของร่างกาย ช่วยซ่อมแซมฟื้นฟูร่างกาย เกลือแร่ และแร่ธาตุต่าง ๆ ที่เหมาะสมต่อวัน สำหรับผู้ใหญ่ที่แนะนำต่อวัน คือ ระหว่าง 920–2,300 มิลลิกรัม
1.5 วิตามิน
วิตามิน (ผักและผลไม้)โดยแหล่งอาหารที่ให้วิตามินมาจากผลไม้ชนิดต่าง ๆ เช่น กล้วย ส้ม มะละกอ แอปเปิล ลำไย มังคุด ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ และอื่น ๆ ทั้งนี้วิตามินสามารถแบ่งเป็น 2 จำพวก ได้แก่ วิตามินที่ละลายในน้ำ และวิตามินที่ละลายในไขมัน ซึ่งประโยชน์ของวิตามินบำรุงสุขภาพเหงือก และฟัน สุขภาพปาก ผิวหนังให้สดชื่น ช่วยให้ระบบการย่อย และการขับถ่ายเป็นปกติวิตามินที่เหมาะสมต่อวัน สำหรับผู้ใหญ่ที่แนะนำต่อวัน คือ ระหว่าง 60 มิลลิกรัม
2 ประเภทของอาหาร
2.1 อาหารสด
2.1.1 เนื้อสัตว์ เป็นอาหารจำพวกโปรตีน เนื้อหมู เนื้อไก่ เนื้อปลา
เนื้อสัตว์ในสภาวะอุณหภูมิปกติมีระยะเวลาที่ทำให้เกินสภาวะเสื่อมเสียเรียงลำดับจากช้าไปเร็ว เนื้อวัว เนื้อหมู เนื้อไก่ และ เนื้อปลา
การเสื่อมเสียของเนื้อสัตว์มักเริ่มจากการเพิ่มจำนวนของแบคทีเรีย แบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของการเสื่อมเสียของเนื้อสัตว์ มีอยู่ตามธรรมชาติทั้งในดิน น้ำ รวมทั้งจากตัวสัตว์เอง ซึ่งทำให้เกิดการเสื่อมเสีย และนำสู่อันตรายในอาหาร ทำให้เกิดโรคในมนุษย์ได้ จุลินทรีย์ที่พบมากในเนื้อสัตว์คือ แบคทีเรีย ซึ่งมีเอนไซม์ที่ย่อยโปรตีนได้ เช่น ย่อยโปรตีนโมเลกุลใหญ่ให้เป็นโมเลกุลเล็กและกรดแอมิโนและย่อยสลายต่อไปเป็นสารระเหยที่มีกลิ่นเหม็นเน่า เช่น แอมโมเนีย การสลายตัวของกรดแอมิโนที่มีกำมะถันเป็นส่วนประกอบ ได้แก่ ซิสตีน ได้ก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ ซึ่งมีกลิ่นไข่เน่า ซึ่งการสลายตัวของกรดแอมิโน tryptophan ได้ indole และ skatole ซึ่งมีกลิ่นเหม็นเน่าเหมือนอุจจาระ เกิดเมือก และเกิดการเปลี่ยนสี
วิธีการเก็บรักษาและถนอมอาหาร
– วิธีการแช่แข็ง วิธีนี้จะจัดเก็บได้ไม่เกิน 12-24 ชม ควรจะแช่ไว้ก่อนเดินทางล่วงหน้า 1-2 วันแล้วในวันเดินทางให้นำเนื้อสัตว์มาบรรจุลงกล่องโฟม / กล่องปิคนิค นำน้ำแข็งมากลบ โรยเกลือเล็กน้อย เนื้อสัตว์จะไม่เปลี่ยนเป็นสีเขียว สามารถนำมาประกอบอาหารได้เลย
รวนเนื้อสัตว์ นำเนื้อสัตว์มารวนให้พอสุก แล้วนำมาบรรจุลงถุงพลาสติก เนื้อสัตว์จะพร้อมสำหรับทำอาหารพอดีเมื่อถึงจุดตั้งแค้มป์ หรือ นำเนื้อสัตว์ที่รวนไว้ไปแช่แข็งสามารถเพิ่มระยะเวลาในการเก็บได้นานขึ้น
อาหารสำเร็จบางส่วน : อาหารบางอย่างเช่น หมู หมูกรอบ ปลาทอด ฯลฯ เราสามารถเตรียม อาหารไปเดินป่า ล่วงหน้าไปได้ก่อนออกเดินทางอย่างน้อย 2 วัน แต่มีข้อแม้ว่า จะต้องนำเข้าไปแช่แข็งให้กลายเป็นแข็งก่อนเสมอ เราสามารถนำวัตถุดิบเรานี้ไปเป็นส่วนประกอบของเมนูเราได้
2.1.2 ผัก จำแนกออกมา ผักกินใบ ผักกินผล ผักกินหัว
- ผักกินใบ เช่น ผักกาด ผักคะน้า ผักกวางตุ้ง ผักบุ้ง ขึ้นฉ่าย กระหล่ำปลี กะหล่ำดอก ต้นหอม ผักชี
- ผักกินผล เช่น ฟักทอง บวบ ฟักเขียว มะเขือ มะเขือเทศ ถั่วฝักยาว พริก ถั่วพู แตงกวา
- ผักกินหัว ขิง ข่า แครอท หัวไชเท้า
วิธีการเก็บรักษาผัก
- ผักกินใบ ให้นำกระดาษหนังสือพิมพ์มาห่อแล้วเขียนชื่อไว้ หรือให้หั่นเป็นท่อนๆ บรรจุลงกล่องถนอมอาหาร แล้วใส่ลงในกล่องโฟมที่บรรจุน้ำแข็งแห้งไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้ผักช้ำและเน่า
- ผักกินหัวและผล – ปกติผักที่เป็นชนิดหัวและมีเนื้อแข็ง สามารถบรรจุใส่ถุงได้เลย เพราะโอกาสบอบช้ำค่อนข้างน้อย
- ผักกินใบ กินผล กินหัว แต่หากต้องการประหยัดเวลาในการทำอาหารก็สามารถหั่นเตรียมแล้วบรรจุลงกล่องถนอมอาหารได้เช่นเดียวกันกับผักชิดใบ
2.2 ข้าว
ข้าวเป็นสารอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรตที่ร่างกายจำเป็นต้องใช้ข้าวสาร 50 กรัม ต่อ 1 คนทาน ต่อ 1 มื้อ นั่นคือ หากคณะของเรามีจำนวน 10 คน ไปเดินป่า 2 วัน 1 คืน และมีมื้อที่ต้องทำ ในป่าจำนวน 2 มื้อ คือ มื้อเย็นวันที่พักในป่า และมื้อเช้าก่อนเดินทางกลับ ต้องเตรียมข้าวสารไปทั้งหมด 1 กิโลกรัม โดยข้าวจะเป็นข้าวเจ้า หรือข้าวเหนียวขึ้นอยู่กับผู้เดินทาง
- ข้าวสาร 100 กรัม หุงสุกจะได้ ข้าวสุก ประมาณ 300 กรัม
- ข้าวขาวสุก/ข้าวกล้องสุก 100 กรัม ให้พลังงาน 110 แคลอรี คาร์โบไฮเดรต 23 – 28 กรัม
- ข้าวเหนียว 100 กรัม หุงสุกจะได้ ข้าวสุก ประมาณ 300 กรัม
- ข้าวขาวสุก/ข้าวกล้องสุก 100 กรัม ให้พลังงาน 110 แคลอรี คาร์โบไฮเดรต 23 – 28 กรัม
2.3 อาหารสำเร็จรูป
อาหารสำเร็จรูป (ซอง)
นวัตกรรมการถนอมอาหาร โดยการทำอาหารแล้วซีลใส่แพ็คเกจที่เป็นสุญญากาศเพื่อเก็บได้นาน โดยมีหลากหลายเมนู มีการคำนวณคุณค่าทางโภชนาการปริมาณพลังงาน เพื่อง่ายต่อการคำนวณโดยแต่ละซองมีน้ำหนักไม่เกิน 150 กรัม ต่อแพ็ค ราคา 35-50 ต่อแพ็ค เหมาะสำหรับนักเดินป่าที่มีอยากประกอบอาหารหรือไม่อยากแบกวัตถุดิบไปประกอบอาหาร ก่อนรับประทานแนะนำให้ให้อุ่นก่อนรับประทานเพื่อความอร่อย
อาหารกระป๋องเป็นการถนอมอาหารวิธีหนึ่ง ทำให้เก็บอาหารไว้ได้นาน ไม่เน่าเสีย ง่ายต่อการเก็บรักษาและสามารถนำมาบริโภคได้ตลอดทั้งปี โดยนำมาผ่านกรรมวิธีการผลิตที่สามารถทำลายและยับยั้งการขยายพันธุ์ของเชื้อโรคโดยบรรจุในกระป๋องโลหะที่มีการใช้ดีบุกเคลือบเพื่อป้องกันการเกิดสนิม และมีฝาปิดสนิท การเลือกซื้ออาหารกระป๋อง ปัจจุบันมีความหลากหลายในเรื่องของเมนู มีการคำนวณคุณค่าทางอาหารและพลังงาน
อาหารสำเร็จรูปที่บรรจุมาในกระป๋องนับเป็นอาหารประเภทหนึ่งที่มีความสำคัญสำหรับสังคมเมืองในปัจจุบันเพราะมีความสะดวกสบายไม่เสียเวลา อาหารกระป๋องที่มีคุณภาพต้องอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ ไม่มีสนิม หรือโป่งพอง ผลิตใหม่ๆ การรับประทานอาหารกระป๋อง เมื่อเปิดฝาแล้วต้องเทใส่ภาชนะอื่นก่อน อุ่นให้เดือดประมาณ 5 นาที ห้ามอุ่นอาหารทั้งกระป๋อง เพราะอาจจะเกิดอันตรายจากสารเคลือบโลหะที่ละลายปนมาในอาหาร อาหารกระป๋องหากเปิดแล้วรับประทานไม่หมด ต้องเก็บใส่ภาชนะที่ไม่ใช่โลหะ แล้วเก็บไว้ในตู้เย็นจะทำให้อาหารกระป๋องไม่เสียเร็ว
2.4 อาหารกึ่งสำเร็จรูป
อาหารกึ่งสำเร็จรูป คือ อาหารที่สามารถเตรียมเสร็จ และสามารถรับประทานได้ทันทีหลังจากผ่านวิธีการทำให้สุกในเวลาสั้น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากแป้งชนิดต่าง ๆ และเครื่องปรุงอื่นในอัตราส่วนที่เหมาะสม เช่น ซุปแห้ง หรือโปรตีนเข้มข้น น้ำมันบริโภค เกลือ พริกไทย พริกป่น รวมบรรจุอยู่ในภาชนะถุงเดียวกัน ปัจจุบันมีผู้ผลิตออกมามากมายหลายชนิด
ข้อแนะนำ ในการรับประทาน ควรเติมเนื้อสัตว์ต่าง ๆ และผักสดบางชนิดลงไปด้วย เพราะนอกจากจะเพิ่มรสชาติให้น่ารับประทานแล้ว ยังช่วยเพิ่มธาตุอาหารที่มีคุณค่าครบตามโภชนาการให้แก่ร่างกายอีกด้วย
2.5 อาหารแห้ง
อาหารแห้งคืออาหารที่ผ่านกระบวนการลดปริมาณน้ำในอาหาร เพื่อยับยั้งการทำงานของเอนไซม์และการเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์ชนิดต่าง ๆ ที่ส่งผลต่ออาหาร เช่น การตากแห้ง หรือการอบแห้ง เมื่อซื้ออาหารแห้งมาแล้วควรรู้วิธีการเก็บรักษาเพื่อให้เก็บได้นานยิ่งขึ้นและป้องกันการเกิดเชื้อรา
การเก็บรักษา อาหารแห้งจะสามารถเก็บไว้ได้นานกว่าอาหารสด แต่ถ้าหากเก็บไม่ดีก็อาจจะมีเชื้อราขึ้นมาได้ ดังนั้นจึงควรระมัดระวังเรื่องการเก็บอาหารแห้งด้วยการเก็บในที่แห้ง และไม่อับชื้น ปิดภาชนะให้สนิทอยู่เสมอ และระวังไม่ให้โดนแสง อากาศ และความร้อนเป็นเวลานาน
2.6 อาหารหมักดอง
อาหารหมักดอง (เนื้อสัตว์) การถนอมอาหารที่ใช้จุลินทรีย์ต่างๆ เช่น แบคทีเรีย (bacteria) ยีสต์ (yeast) หรือ รา (mold) ซึ่งเป็นเชื้อเริ่มต้น (starter) ซึ่งอาจเป็นเชื้อบริสุทธิ์ เชื้อผสม หรือเชื้อที่ปนเปื้อนจากธรรมชาติ เปลี่ยนแปลงสารอินทรีย์ในอาหารเกิดเป็นสารต่างๆ เช่น กลิ่น เอทิลแอลกอฮอล์ กรดอินทรีย์ คาร์บอนไดออกไซด์ สามารถเกิดได้ทั้งในสภาวะที่มีอากาศ ตัวอย่างอาหารประเภทหมัก ได้แก่ โยเกิร์ต นมเปรียว ชีส แหนมหมู ปลาส้ม ปลาเค็ม หอยดอง เป็นต้น
การหมักดองผัก เป็นการดองวัตถุดิบในน้ำเกลือ ที่มีความเข้มข้นต่ำ น้ำเกลือที่ใช้มีความเข้มข้นน้อยกว่า 12% (ส่วนมากจะใช้ที่ระดับประมาณ 4-8%) ซึ่งเป็นความเข้มข้นในระดับที่สูงพอที่จะยับยั้งการเจริญของจุลินทรีย์ชนิดอื่น และเป็นระดับที่พอเหมาะ ให้จุลินทรีย์กลุ่มที่ผลิตกรดแล็กทิก (กลุ่มที่เป็นประโยชน์เจริญเติบโตได้ดีระหว่างการดอง ใช้เวลาการดองนานหลายชั่วโมง นิยมใช้ดองผัก เช่น แตงกวา กะหล่ำปลี ผักกาดดอง กิมจิ เป็นต้น ส่วนการการดองที่ไม่มีการหมัก เป็นการดองโดยใช้น้ำเกลือที่ความเข้มข้นสูง ถึง 20-25% เพื่อยับยั้งการเจริญของจุลินทรีย์เกือบทุกชนิด โดยเฉพาะจุลินทรีย์ก่อโรค ใช้กับการดองผักผลไม้ที่มีความเป็นกรดสูง เช่น มะม่วง มะขาม มะดัน ซึ่งจะใช้ระยะเวลาการดองน้อยกว่าวิธีแรก
2.7 อาหาร FREEZE DRY
ฟรีซดราย (Freeze Drying) หรือการทำแห้งแบบแช่เยือกแข็ง

การทำแห้ง (Dehydration) เป็นวิธีการถนอมอาหารรูปแบบหนึ่ง หลักการคือ ดึงน้ำออกจากอาหาร เมื่อปริมาณน้ำในอาหารลดลง ความชื้น (Moisture Content) ก็จะลดลงด้วย ซึ่งความชื้นและออกซิเจน เป็น 2 ปัจจัยหลักที่มีผลต่อคุณภาพของอาหาร เนื่องจากความชื้นในอาหารจะทำให้อาหารเกิดการเน่าเสีย เนื่องจากการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์ ดังนั้นการทำแห้งจึงเป็นการรักษาคุณภาพของอาหารได้ โดยปกติการทำแห้งที่เรารู้จักคือการอบแห้ง (Drying) ซึ่งเป็นวิธีการใช้ความร้อนทำให้น้ำในเซลล์ของอาหารระเหยออกมา แต่ปัจจุบันมีวิธีทำแห้งที่ดีที่สุดคือ การทำแห้งแบบแช่เยือกแข็ง (–20 ถึง –50 องศาเซลเซียส) หรือฟรีซดราย : Freeze Dry ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเพื่อการยืดอายุการเก็บอาหาร, และคุณค่าทางโภชนาการอาหารไว้ได้มากที่สุด
อาหารประเภทนี้เหมาะกับนักเดินป่า หรือนักปีนเขา ที่ต้องการเสบียงในปริมาณที่เพียงพอ และมีสารอาหารครบถ้วน แต่ต้องจำกัดด้วยน้ำหนักของอาหาร ที่ต้องแบกไปด้วยระหว่างทาง
3 ประกอบอาหาร
การประกอบอาหารที่ดีจะต้องคำนึงถึงความสะอาดถูกสุขลักษณะเป็นหัวใจสำคัญ การประกอบอาหาร และองค์ประกอบตั้งแต่ผู้ประกอบอาหาร อุปกรณ์ที่ใช้ ตำรับอาหาร เครื่องปรุงที่ให้คุณค่า รสกลิ่น และเนื้อ สัมผัสที่ดี ศิลปะและทักษะในการประกอบอาหาร รูปแบบการเสิร์ฟ รวมทั้งภาชนะในการบรรจุอาหารและ ช่วงเวลาในการเสิร์ฟ การประกอบอาหารทั่วไปหมายถึงการทำอาหารให้สุก ด้วยความร้อน เพื่อทำให้อาหารมีคุณสมบัติ เหมาะสมและมีคุณค่าแก่การบริโภค โดยวิธีการต่าง ๆ เช่น การลวกการต้ม การผัด การปิ้งหรือย่าง ฯลฯ อาหารที่สุกจะมีคุณค่าต่อผู้บริโภคมากหรือน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับชนิดของอาหาร นั้น ๆ และวิธีปรุงอาหาร อาหารที่ปรุงสุกแล้วเมื่อรับประทานเข้าไปแล้วมีประโยชน์ต่อร่างกาย ทำให้ร่างกาย เจริญเติบโต ทั้งสุขภาพกายและใจ
- ทำให้อาหารสุก สะอาด ปราศจากเชื้อโรค อาหารที่สุกด้วยการปรุงผ่านความร้อนสูง และเป็นเวลานาน พอสมควร เป็นที่แน่ใจว่า เชื้อโรคและพยาธิถูกทำลายไปแล้ว จึงจะสะอาดเพียงพอ สำหรับการรับประทานอาหาร ที่ปลอดภัย ถูกสุขลักษณะ
- สงวนคุณค่าทางโภชนาการของอาหาร ส่วนมากสารอาหารที่มักจะสูญเสียไปในขั้นตอนการเตรียมและ ประกอบอาหารก็คือ วิตามิน โดยเฉพาะวิตามินที่ละลายในน้ำ ได้แก่ วิตามินบีและวิตามินซี ดังนั้นในระหว่าง การประกอบอาหารจึงต้องใช้เทคนิควิธีต่างๆ เพื่อสงวนคุณค่าของอาหารไว้ให้มากที่สุด
- ทำให้อาหารย่อยง่ายขึ้น เครื่องปรุงรสที่ใช้ในการประกอบอาหาร และการทำให้อาหารสุกมีผลต่อความ นุ่มและย่อยง่ายของอาหาร
- ทำให้สะอาดมีรสชาติและกลิ่นดีขึ้น การประกอบอาหารด้วยวิธีต่าง ๆ ทำให้รสชาติและกลิ่นของอาหาร เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นเมื่ออาหารสุก จึงทำให้รับประทานอาหารมากขึ้น
- ป้องกันการเน่าเสีย จึงทำให้เก็บอาหารได้นานขึ้นเอนไซม์และแบคทีเรียเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้อาหารเน่าเสีย ดังนั้น เมื่อต้องการยับยั้งการทำงานของเอนไซม์และแบคทีเรีย และทำให้อาหารเก็บได้นานมากขึ้น ก็ สามารถทำได้โดยการประกอบอาหาร













